สารบัญ
เวลาเปิดรายงานโฆษณาแล้วเจอตัวย่อเต็มไปหมด จริง ๆ มีแค่ 3 ตัวที่ต้องดูก่อน
ROAS — ได้ยอดขายกี่เท่าของค่าโฆษณา#
ROAS = ยอดขายจากโฆษณา ÷ ค่าโฆษณา
ใช้งบ ฿50,000 ได้ยอดขาย ฿250,000 เท่ากับ ROAS 5x แต่ ROAS สูงไม่ได้แปลว่ากำไร ต้องเทียบกับกำไรขั้นต้นของสินค้าด้วย ถ้ากำไรขั้นต้น 30% จุดคุ้มทุนคือ ROAS ประมาณ 3.3x
CPA — จ่ายเท่าไรต่อการซื้อ 1 ครั้ง#
CPA = ค่าโฆษณา ÷ จำนวนการซื้อ
เหมาะกับธุรกิจที่ขายของออนไลน์ตรง ๆ ใช้เทียบข้ามแคมเปญได้ง่ายกว่า ROAS เพราะไม่ผูกกับราคาสินค้า
CPL — จ่ายเท่าไรต่อ 1 รายชื่อ#
CPL = ค่าโฆษณา ÷ จำนวนลีด
ใช้กับธุรกิจบริการที่ต้องคุยก่อนปิดการขาย เช่น คลินิก รับเหมา อสังหา จุดพลาดที่พบบ่อยคือดู CPL อย่างเดียวจนได้ลีดถูกแต่คุยไม่รู้เรื่อง ควรดูคู่กับ "สัดส่วนลีดที่ติดต่อได้จริง" เสมอ
คำนวณเพดานต้นทุนของตัวเอง#
- กำไรขั้นต้นต่อ 1 ออเดอร์ (หลังหักต้นทุนสินค้าและค่าส่ง)
- อัตราปิดการขายจากลีด เช่น 25%
- เพดาน CPL = กำไรต่อออเดอร์ × อัตราปิด × สัดส่วนที่ยอมจ่ายเป็นค่าโฆษณา
ตัวอย่าง: กำไรต่อออเดอร์ ฿4,000 ปิดได้ 25% ยอมจ่ายค่าโฆษณา 30% ของกำไร → เพดาน CPL = 4,000 × 0.25 × 0.3 = ฿300 ต่อลีด
ดูตัวเลขบ่อยแค่ไหน#
- รายวัน: ดูแค่ว่ามีอะไรพังไหม (แอดถูกปิด, ค่าใช้จ่ายพุ่งผิดปกติ)
- รายสัปดาห์: ตัดสินใจเพิ่ม/ลดงบรายแคมเปญ
- รายเดือน: ทบทวนครีเอทีฟและกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด
การดูตัวเลขถี่เกินไปทำให้ตัดสินใจจากความผันผวนรายวัน ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้แคมเปญไม่นิ่ง
ชอบบทความนี้? แชร์ให้เพื่อนเลย
aiDev-Hub พร้อมช่วยคุณ
อยากให้ธุรกิจโตแบบในบทความ?
ให้ทีมเรายิงแอดหรือทำเว็บให้ หรือเรียนรู้ต่อด้วยอีบุ๊คเชิงลึก



